อดีตรัฐมนตรีอินโดนักปั้นยูนิคอร์น ชี้บทเรียนเศรษฐกิจดิจิทัล: รัฐต้องปรับจาก Regulator ให้เป็น Accelerator

Pak Rudiantara อดีตรัฐมนตรี ICT อินโดนีเซีย ผู้ผลักดันยูนิคอร์นหลายราย แชร์บทเรียนใน Thailand–Indonesia Bridge Forum 2025 ว่ารัฐต้องเลิกเป็นแค่ Regulator และก้าวสู่บทบาท Accelerator เพื่อสร้าง ecosystem ดิจิทัล

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อินโดนีเซียก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางสตาร์ทอัพของอาเซียน ก่อกำเนิดยูนิคอร์นกว่า 10 ราย และสร้างระบบนิเวศที่นักลงทุนทั่วโลกจับตา หนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้คือ Pak Rudiantara อดีตรัฐมนตรี ICT และปัจจุบันประธาน DANA

บนเวที Thailand–Indonesia Bridge Forum 2025 ที่จัดโดย SEA Bridge ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย, ThaiCham Indo และ KADIN ท่านได้แชร์บทเรียนตรงที่ทำให้ผู้ฟังทั้งห้อง “ต้องจด” — ไม่ใช่แค่เรื่องนโยบายรัฐ แต่คือ mindset ที่ผู้ประกอบการไทยควรเรียนรู้หากจะบุกตลาดอินโดนีเซีย

จาก Regulator → Facilitator → Accelerator

Pak Rudi ย้ำว่า หากรัฐบาลยังเป็นเพียง Regulator ที่ออกกฎเพื่อควบคุม ระบบนิเวศดิจิทัลจะไม่โตทันโลก สิ่งที่รัฐต้องทำคือ “transform ตัวเอง” ให้กลายเป็น Facilitator ที่เอื้อให้เกิดการทดลอง และสุดท้ายคือ Accelerator ที่ช่วยเร่งเครื่องให้ธุรกิจเดินหน้าได้จริง

“Best regulation is less regulation.”

เขาอธิบายเพิ่มว่า การอนุญาตหรือการกำกับควรเกิดขึ้นเพียง 2 กรณีเท่านั้น:

  1. เมื่ออำนาจต่อรองไม่เท่ากัน
  2. เมื่อมีทรัพยากรจำกัดที่ต้องจัดสรร

นอกนั้นคือพื้นที่ที่ผู้ประกอบการควรได้ลองผิดลองถูก “Don’t ask for permission, ask for forgiveness” ตราบใดที่ไม่ขัดกฎหมาย ศีลธรรม หรือศาสนา

โฟกัส Revenue & Cost: กฎเหล็กของการทำธุรกิจ

อีกหนึ่งบทเรียนที่ Pak Rudi เน้นย้ำคือ ทุกองค์กรต้องชัดเจนเรื่อง อะไรทำให้รายได้เพิ่ม และอะไรทำให้ต้นทุนลด

เขาเล่าพร้อมรอยยิ้มว่า:

“ถ้าสามีขับ Go-Jek อยู่ ครอบครัวอาจต้องหยุดซื้อ Lipstick สักพัก”

คำพูดนี้ทำให้ทั้งห้องหัวเราะ แต่แฝงสาระว่า ธุรกิจไม่ต่างจากครอบครัว ทุกการตัดสินใจคือการจัดลำดับความสำคัญ — และผู้บริหารต้องกล้าตัดสินใจเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด

Startup Ecosystem อินโดฯ: Unicorns และข้อจำกัด

อินโดนีเซียสร้างยูนิคอร์นแรกได้ในปี 2017 และตั้งเป้ามี 25 รายภายในปี 2025 แต่ปัจจุบันมีเพียง 13 รายเพราะเจอ “VC Winter” ทุนไหลเข้าชะลอตัว

Pak Rudi เล่าว่า Focus + Patience คือหัวใจ นักลงทุนสมัยนี้ต้องการ founder ที่มุ่งมั่นจริง ไม่ใช่คนที่รีบขายหุ้นออกหลังโตเร็ว ตัวอย่างเช่น Amarta สตาร์ทอัพที่ให้กู้ยืมกับผู้หญิงรายย่อยนอกเกาะชวา ไม่เพียงรักษา NPL ต่ำกว่าแบงก์ แต่ยังสร้างงานกว่า 11,000 ตำแหน่ง สะท้อนว่า startup ที่เข้าใจ local context ลึกซึ้งยังมีที่ยืนเสมอ

Demographic Bonus: สร้างโอกาสใหม่ใน 20 ปีข้างหน้า

หนึ่งในประเด็นที่ Pak Rudi ฝากไว้คือ Demographic Bonus อินโดนีเซียกำลังเข้าสู่ช่วง 2030–2032 ที่ประชากรวัยทำงานจะมากที่สุดในประวัติศาสตร์

“Look at what the population from each customer is going to be in 20 years from now, and start building it now.”

สำหรับธุรกิจ นี่หมายถึงการเตรียมสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์อนาคต โดยเฉพาะ:

  • Healthcare & Wellness (telemedicine, aged care)
  • Healthy Food & Nutrition (อาหารสุขภาพที่เข้าถึงได้)
  • Digital Services (fintech, online education, logistics)
  • Urban Living (ที่อยู่อาศัย บริการเมือง)

Shared Love of Food: สะพานไทย–อินโดฯ

นอกจากนโยบายและธุรกิจ Pak Rudi ยังพูดถึง “หัวใจของคนสองชาติ” ว่าไทยและอินโดนีเซียต่าง รักอาหาร และนี่คือ soft power ที่ทรงพลัง

เขาเล่าว่าเมนูโปรดของเขาคือ ปูผัดผงกะหรี่สมบูรณ์โภชนา พร้อมแซวว่า “คนอินโดฯ กับคนไทยควรจับมือกันทำเรื่องอาหารต่อยอดสู่ธุรกิจใหญ่ ๆ ได้แน่นอน”

บทเรียนสำหรับธุรกิจไทย

เสียงของ Pak Rudiantara สรุปได้เป็นบทเรียนตรงสำหรับผู้ประกอบการไทย:

  1. อย่ากลัวกฎระเบียบ แต่ต้องเข้าใจและปรับให้ทัน
  2. โฟกัส Revenue และ Cost เพราะนี่คือหัวใจธุรกิจ
  3. มองยาว 10–20 ปี ใช้ demographic bonus เป็นเข็มทิศ
  4. ใช้ Soft Power อาหารและวัฒนธรรม เป็นสะพานเชื่อมตลาด

ทำไมธุรกิจไทยควรฟังเสียงนี้

อินโดนีเซียคือ “ตลาดที่โอกาสสูง + ความเสี่ยงสูง” แต่หากนำบทเรียนของ Pak Rudi มาปรับใช้ — ทั้งการมองยาว การหาพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น และการใช้ soft power ไทย — ธุรกิจไทยจะมีโอกาสสร้างรากฐานที่มั่นคงในตลาด 280 ล้านคนนี้

“สิ่งที่ไม่ make sense ต้องถูก transform… นั่นคือหน้าที่ของทั้งรัฐและผู้ประกอบการ” — Pak Rudiantara

‍อ่านเพิ่มเติม

Exploring the Latest in Our Blog

Related Insights