บทสนทนาเจาะลึกจาก 3 ทายาทธุรกิจไทย ผู้เลือกพิสูจน์ตัวเองด้วยการลงมือ สร้างของใหม่ พร้อมรักษาความรักและคุณค่าของครอบครัวให้อยู่ครบ
“ถ้ามีเวลาแค่ 3 นาที… อยากบอกคุณพ่อว่า ขอบคุณที่ให้พวกเรามีวันนี้”
เสียงสะท้อนจากเวที Sasin ReConnect: Succeeding as Successors – Refining Your Own Learnings and Legacy เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ Sasin School of Management ที่สร้างทั้งรอยยิ้มและความประทับไม่รู้ลืม
กว่า 80% ของธุรกิจในไทยเป็นธุรกิจครอบครัว จึงเป็นที่มาว่าทำไมคำว่า NextGen และ Family Business ถูกใช้บ่อยในวงการธุรกิจ
SEA Bridge มองว่าแท้จริงแล้ว “การสืบทอด” ไม่ได้แปลว่า “ทำต่อ” แต่คือ การขอบคุณอดีต สร้างสรรค์อนาคต และไม่ทำให้ความรักในครอบครัวหล่นหายไประหว่างทางนั่นเอง
ค่ำคืนนี้ ผู้ร่วมเสวนาคือทายาทธุรกิจระดับแนวหน้าที่ไม่เพียงแค่รับไม้ต่อ แต่กำลัง “เปลี่ยนไม้” ให้ทันยุค ได้แก่:
ดำเนินรายการโดย คุณแคสเปอร์-ธนกฤษณ์ เสริมสุขสัน (EMBA23) ผู้ก่อตั้ง SEA Bridge, ผู้เขียนหนังสือ The Startup Mindset และกรรมการสมาคมศิษย์เก่าศศินทร์ (SAA) ผู้คร่ำหวอดในการบ่มเพาะผู้นำรุ่นใหม่และทายาทธุรกิจในอาเซียน
หลายคนมักจินตนาการว่าทายาทธุรกิจคือ “คนโชคดีที่ได้มารับช่วงต่อ” ทั้ง 3 คนได้เริ่มจากพื้นที่ที่ไม่มีความชำนาญและประสบการณ์ แต่สามารถใช้ทักษะที่ได้เรียนรู้มา ไม่ว่าจะเป็น IT Consulting, การเงิน และการตลาด
“การได้ทำโปรเจกต์ที่ใหม่และท้าทาย ทำให้เราต้องลงมือและเรียนรู้เร็วมาก… แต่ถ้าทำได้ = คุณสอบผ่าน”
พื้นที่ว่างเปล่าเหล่านี้คือบทพิสูจน์แรกที่ท้าทาย แต่หากคุณสามารถก้าวผ่านมันไปได้ มันกลายเป็นจุดที่ทำให้คุณ “สอบผ่าน” โดยไม่ต้องอาศัยนามสกุล
“เราไม่ได้อยากเก่งกว่าใคร… แค่อยากให้คนในองค์กรเคารพในตัวเรา ไม่ใช่นามสกุลเรา”
ทายาททั้งสามพูดตรงกันว่า ความกดดันที่หนักที่สุดไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงองค์กร
แต่คือการ พิสูจน์ว่าคุณสมควรอยู่ตรงนี้
“ตอนเด็กๆ เราคิดว่าความคิดเราเจ๋ง พอเข้ามาทำจริงถึงเข้าใจว่า เราต้องฟังให้มากขึ้น”
“ฟังพนักงาน ฟังลูกค้า ฟังคู่ค้า และฟังครอบครัว… แล้วเริ่มลงมือทำ”
การฟังไม่ใช่แค่ทักษะ แต่คือการแสดงความเคารพต่อคนรอบตัว — และต่อระบบที่มีมาก่อนเรา และสุดท้ายความเข้าใจอย่างลึกซึ้งจะทำให้เราแก้ปัญหาและสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งคุณเบลล์และคุณเบนมีโปรเจกต์ส่วนตัวนอกเหนือจากการบริหารธุรกิจครอบครัว
ทั้งสองมีมุมมองคล้ายกัน:
“Passion กับ Family Business ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ขอแค่รู้ว่าอะไรคือ Priority สื่อสารกับพาร์ทเนอร์อย่างตรงไปตรงมา และสร้างทีมที่ไว้ใจได้”
รู้ว่า contribution ของเราที่จะเกิดประโยชน์สูงสุด อาจจะมาจากเครือข่ายและประสบการณ์อื่นๆ ของธุรกิจ และคอยสนับสนุน co-founder และทีมงานด้วย unfair advantage ที่เรามี
คุณเบนเล่าอย่างตรงไปตรงมาว่า:
“เราไม่ได้ผ่านประสบการณ์และวิกฤตมาเท่ากับรุ่นพ่อ รุ่นก่อนๆ แต่เราสามารถนำมุมใหม่ๆ ที่พวกเขาไม่มี เช่น เทคโนโลยี ดิจิทัล ความเข้าใจผู้บริโภครุ่นใหม่ และแม้กระทั่งเครือข่ายของผู้บริหารมืออาชีพ”
ทุกคนเห็นพ้องกันว่า: การสร้าง เครือข่ายผู้บริหารมืออาชีพ คือหัวใจของการสร้างอนาคตของธุรกิจครอบครัว เราไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด แต่เราต้องรู้ว่าคนเก่งอยู่ที่ไหนและจะมาช่วยเราได้อย่างไร
และการยอมรับว่า “เราไม่เหมือนกัน” คือจุดเริ่มของการเสริมกัน ไม่ใช่แทนที่และเปรียบเทียบกัน
“ตัวเลขสำคัญ แต่การมี Family Core Values สำคัญไม่แพ้กัน”
ทั้ง 3 คนเห็นตรงกันว่า ธุรกิจจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน ทุกคนในบ้านและในบริษัทต้องเห็นตรงกันในสิ่งที่ยึดถือ
และสิ่งนั้นก็คือ “Family Core Values” — การให้คุณค่าขอบครอบครัว “มีชีวิต”
เริ่มจากการ codify หรือ สร้างคุณค่าครอบครัวให้เป็นระบบที่ชัดเจน เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความขัดแย้งในครอบครัว สร้างแนวทางในการตัดสินใจ และยึดเหนี่ยวใจคนในองค์กรให้รู้ว่า “เราควรสิ่งนี่อย่างไรและกำลังทำไปเพื่ออะไร”
เพราะสุดท้าย…
ตัวเลขอาจเติบโตได้ด้วย KPI
แต่ความรักและความสามัคคี ต้องเติบโตด้วย “คุณค่าที่เชื่อร่วมกัน”
นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้สมาชิกใน “ครอบครัว” ยังมีบทบาทในองค์กรยุคใหม่ ไม่ใช่แค่เพราะสายเลือด
แต่เพราะความเข้าใจใน “หัวใจของบ้าน” ที่ไม่อาจจ้างใครมาแทนได้
ช่วงสุดท้ายของงาน คุณแคสเปอร์ถามคำถามที่ดูเหมือนเรียบง่าย แต่ต้องใช้ใจในการตอบ:
“ถ้าคุณมีเวลา 3 นาที จะพูดอะไรกับคุณพ่อหรือคุณอา… ที่ยังไม่เคยพูดหรือบอกกับพวกเขา?”
คำตอบมีมากมายแต่สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับทุกคนก็คือ
“อยากขอบคุณพ่อ ขอบคุณที่สร้างสิ่งนี้ ให้ชีวิต และให้พวกเรามีทุกวันนี้”
พวกเขาทั้งสามคนอยากขอบคุณ คุณพ่อ คุณลุง คุณป้า คุณน้า คุณอา ที่ได้สร้างธุรกิจที่ทำให้พวกเขามีทุกวันนี้ และพวกเขาเองก็อยากบอกว่าพวกเขาภูมิใจในตัวคุณพ่อ คุณอา มากๆ
พวกเราหวังว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ จะได้อ่านข้อความนี้ที่เราไม่ค่อยได้บอกกัน
สุดท้าย SEA Bridge เชื่อว่า ความสำเร็จของ NextWave (ทายาทธุรกิจ) ไม่ได้อยู่ที่การเป็นผู้บริหารเก่ง
แต่คือการเป็นคนที่ กล้ายอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ ของตัวเอง
และการ “รักษาหัวใจ” ของครอบครัวไว้ให้ได้ในขณะที่กำลังจะสร้างสิ่งใหม่ๆ
เพราะสิ่งที่ดีที่สุดจากการทำธุรกิจที่บ้าน… ไม่ใช่เพียงแค่การตั้งใจทำธุรกิจ
แต่คือใช้ความรักครอบครัวที่ทำให้เราอยากพัฒนาตัวเองต่อไป
เพื่อทุกคนในครอบครัว