บทสรุป Bridge-to-Market Forum 2026 ที่ SEA Bridge และ NFI ร่วมจัด พร้อมเสียงจาก 6 ผู้ลงมือทำในตลาดอาเซียนจริง ที่บอกว่าการหาคู่ค้าที่ใช่ ต้องเริ่มจากการเข้าใจตลาด
คำถามแรกที่ SME ไทยถามเมื่ออยากออกอาเซียน มักเป็น "หา distributor ที่ไหน" หรือ "ออกงานแฟร์ไหนถึงเจอผู้ซื้อ" คำถามนี้ฟังดูใช่ และที่จริงก็เป็นคำถามที่ต้องตอบ แต่ปัญหาคือมันเป็นคำถามที่มาผิดลำดับ แบรนด์ไทยจำนวนมากเสียเงินทั้งก้อนเพราะเริ่มต้นจากการ "หาคนซื้อ" โดยที่ยังไม่รู้ว่าตลาดที่จะเข้าคืออะไร ผู้บริโภคปลายทางเป็นใคร และคู่ค้าแบบไหนถึงจะ "ใช่" สำหรับสินค้าของตัวเอง
ที่งาน Bridge-to-Market Forum 2026 ซึ่ง SEA Bridge ร่วมกับ สถาบันอาหาร (National Food Institute) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ผู้พูดทั้ง 6 ท่าน ที่ล้วนเป็นผู้ลงมือทำในตลาดอาเซียนจริงๆ ส่งสารคล้ายกันคนละมุม คือคำถามที่ SME ไทยควรถามตัวเองก่อนเข้าตลาดต่างประเทศ ไม่ใช่ "ใครจะซื้อสินค้าเรา" แต่คือ "ผู้บริโภคในตลาดนั้นคือใคร เชื่ออะไร และเรามีอะไรที่เขาจะ adopt ได้ในเงื่อนไขของเขา" คำตอบของคำถามนี้ คือสิ่งที่จะกำหนดว่าใครคือคู่ค้าที่ใช่ และทำอย่างไรถึงจะช่วยให้คู่ค้านั้นขายสินค้าของเราต่อในระยะยาวได้
SME ไทยไม่ได้ขาดสินค้าดี แต่หลายแบรนด์กำลังเตรียมตัวเข้าตลาดด้วยคำถามที่มาผิดลำดับ
คุณไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดงานด้วยข้อมูลที่ทำให้ห้องเงียบไปครู่หนึ่ง: สัดส่วนการส่งออกอาหารไทยไปอาเซียนลดลงจาก 26.9% เหลือ 22.3% ในรอบ 10 ปี ไตรมาสแรกของปี 2569 ตัวเลขส่งออกไปอาเซียนหดตัวกว่า 19.85% มีเพียงมาเลเซีย (+8.0%) และเมียนมา (+8.4%) เท่านั้นที่ยังเติบโต ตลาดที่เหลือทั้งหมดติดลบ
แต่คุณไปยดามองว่าตัวเลขที่ดูน่ากังวลนี้ ไม่ใช่สัญญาณว่าตลาดอาเซียนไม่น่าสนใจ ตรงข้าม มันเป็นสัญญาณว่าวิธีเข้าตลาดแบบเดิมไม่เวิร์กอีกต่อไป พฤติกรรมผู้บริโภคในอาเซียนเปลี่ยนเร็วกว่าที่ SME ไทยส่วนใหญ่ปรับตัวทัน เธอสรุปไว้เป็น 4 เมกะเทรนด์: Mindful Health ที่สิงคโปร์และมาเลเซียกำลังขับเคลื่อน, Hyper-Convenience ที่ทำให้เวียดนามและฟิลิปปินส์เปลี่ยนวิถีการกินทั้งประเทศ, Trust in Quality ที่ทำให้คนเวียดนามและกัมพูชาชนชั้นกลางยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อความสบายใจ, และ Modernized Tradition ที่อินโดนีเซียและมาเลเซียอยากได้รสชาติเดิมในรูปแบบใหม่ที่ดีต่อสุขภาพ
แต่ละเทรนด์เปิดประตูคนละบาน และต้องการคู่ค้าคนละแบบ แบรนด์ที่ยังเข้าตลาดด้วยคำถาม "ใครจะซื้อสินค้าเรา" จะพลาดประตูทั้งหมด เพราะคำถามที่ถูกคือ "ตลาดนี้กำลังเปลี่ยนไปทางไหน และเรายืนอยู่ในเทรนด์ไหน"
ในคีย์โน้ตเปิดงาน คุณธนกฤษณ์ เสริมสุขสัน (แคสเปอร์) ผู้ก่อตั้ง SEA Bridge แบ่งปันประสบการณ์ว่า SME ไทยจะมาหา SEA Bridge ด้วยคำถาม "ช่วยหา distributor ให้หน่อยได้ไหม" แต่เขากลับให้คำแนะนำและตั้งคำถามกลับไปทุกครั้งคือ "คุณรู้ไหมว่าผู้บริโภคปลายทางเขาเป็นใคร" ไม่ใช่เพราะ distributor ไม่สำคัญ แต่เพราะคุณจะเลือก distributor ที่ใช่ไม่ได้เลย ถ้าไม่รู้ว่าผู้บริโภคในตลาดนั้นคือใคร
คุณแคสเปอร์อธิบายว่าปัญหาของ SME ไทยส่วนใหญ่ คือคิดว่าตัวเองทำธุรกิจ B2B ที่ลูกค้าคือ Distributor หรือ Buyer ทั้งที่จริงเกมที่จะอยู่รอดในระยะยาวคือ B2B2C หรือร่วมกันพัฒนาเพื่อขายให้ลูกค้าปลายทาง (ผู้บริโภค)
"B2B หาคู่ค้าได้ใน 6-12 เดือนแล้วจบ แต่ B2B2C คือการเข้าใจผู้บริโภคก่อน ใช้เวลานานกว่า และนั่นคือเกมที่ทำให้เราอยู่รอดในตลอดได้จริงในระยะยาว"
— แคสเปอร์ ธนกฤษณ์ เสริมสุขสัน, Founder SEA Bridge
ความต่างนี้สำคัญ เพราะเมื่อ distributor บอกว่า "ขายไม่ออก" แบรนด์ที่ทำ B2B อย่างเดียวจะไม่มี data จากผู้บริโภคปลายทางมายืนยันว่าปัญหาคืออะไร ไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่สามารถช่วย distributor แก้ปัญหาได้ สุดท้ายต้องลดราคา ลดมาร์จิ้น จนตายก่อนผลลัพธ์จะมา ในทางกลับกัน แบรนด์ที่เข้าใจผู้บริโภคปลายทางจริงๆ ไม่ใช่แค่เลือก distributor ที่ใช่ได้ แต่ยังช่วย distributor นั้นขายสินค้าของเราต่อในตลาดได้ระยะยาว
คุณแคสเปอร์แนะนำเฟรมเวิร์ก FISHE Capital สำหรับเจาะตลาด BVIP (Brunei, Vietnam, Indonesia, Philippines) สี่ตลาดอาเซียนที่ SME ไทยมักเข้าใจผิดในเชิงโครงสร้างตลาด พร้อมเล่าเคส Ichitan ที่เข้าตลาดอินโดนีเซียด้วยการ push ชาเขียวรสหวาน เจอ insight ว่าคนอินโดนีเซียมีชาท้องถิ่นที่หวานกว่าและถูกกว่าอยู่แล้ว แล้ว pivot กลับมาเป็น Authentic Thai Milk Tea พรีเมียมในหมวดที่แบรนด์ไทยเป็นเจ้าได้ ราคาสูงกว่าเดิม แต่ขายดีกว่าเดิม
อ่านบทวิเคราะห์เชิงลึกของคีย์โน้ตคุณแคสเปอร์: BVIP 4 ตลาด 4 โอกาส ด้วยเครื่องมือ FISHE Capital™ ที่นี่
คุณอรวรรณ กิตติธนนิรันดร์ (เกรซ) CMO ของ Punpromotion และผู้ร่วมก่อตั้งเพจ Nghien Thai ที่มียอดติดตามชาวเวียดนาม 278,000 คน และเพจ Sawatdee สำหรับตลาดอินโดนีเซีย เล่าประสบการณ์ที่หลายคนในห้องคงไม่เคยคิด
ตอนเริ่มสร้างเพจ Nghien Thai เธอใช้ AI แปลภาษาเวียดนาม ลงคอนเทนต์ตอน 8 โมงเช้าเหมือนที่ใช้กับเพจไทย ผลคือ engagement เป็นศูนย์ จนเธอไปทำงานกับทีม local เวียดนามแล้วถึงรู้ว่าคนเวียดนามไม่เล่นโทรศัพท์ตอนเช้า เพราะขับมอเตอร์ไซค์ไปทำงาน เวลาที่ดีที่สุดในการลงคอนเทนต์คือ 22:00-23:00 น. หลังกลับบ้านจาก nap ช่วงบ่าย
นี่ไม่ใช่เรื่องของเวลาโพสต์อย่างเดียว แต่คือบทเรียนใหญ่ที่คุณเกรซย้ำตลอดเซสชัน: insight ที่ใช้กับคนไทยไม่สามารถ copy-paste ไปใช้กับคนเวียดนามหรืออินโดนีเซียได้ ถ้าจะขายอะไรสักอย่างให้คนในตลาดเหล่านั้น คุณต้องมีคน local จริงๆ อยู่ในทีม ไม่ใช่จ้างเอเจนซี่ไทยที่บอกว่ามี "office ในเวียดนาม" คุณเกรซย้ำว่า "ก่อนจะคิดว่าจะขายอะไรให้เขา ต้องรู้ก่อนว่าเขาเสิร์ชหาอะไร อยู่ที่ไหน และเชื่อใครในประเทศของเขา"
อีก insight ที่คุณเกรซเปิดให้ห้องฟังคือ คนเวียดนามที่มาเที่ยวไทย 40% สนใจเรื่องท่องเที่ยว แต่กลุ่มที่สนใจที่สุดคืออาหาร เครื่องสำอาง สกินแคร์ และยานวด/ยาหอม จุดหมายที่คนเวียดนามอยากไปไม่ใช่กรุงเทพอย่างเดียว เชียงใหม่ ภูเก็ต อยุธยา ก็ติดอันดับสูงพอกัน และเวลาเลือกโรงแรม คนเวียดนามจะเสิร์ชหา "โรงแรมไม่มีผี" ก่อนตัดสินใจ — เป็นรายละเอียดที่ไม่มีทางรู้ได้ถ้าไม่มีคน local อยู่ในทีม
อ่านบทวิเคราะห์เชิงลึกของเซสชันคุณเกรซ: Localization 101 — สร้างคอมมูนิตี้ B2C ในเวียดนามและอินโดนีเซีย ด้วยทีมท้องถิ่น
Gabriel Benito (แก๊บ) CEO ของ NexPlay พาร์ตเนอร์ live commerce ของ SEA Bridge ในฟิลิปปินส์ เปิดเซสชันด้วยตัวเลขที่อธิบายว่าทำไม live commerce ในฟิลิปปินส์ไม่ใช่เทรนด์ชั่วคราว: 82% ของคนฟิลิปปินส์ดู live commerce ในปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 35% ในปี 2564 ในขณะที่ TikTok Shop ขยายตัวจาก 4.4 พันล้านดอลลาร์เป็น 45.6 พันล้านดอลลาร์ในเวลาเพียง 3 ปี และยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของคนฟิลิปปินส์โตจาก ₱680 ในปี 2563 เป็น ₱2,380 ในปี 2569 คาดการณ์ว่าจะถึง ₱5,500 ในปี 2573
แต่ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่เรื่องยอดขาย แต่คือคำว่า KOS (Key Opinion Seller) ที่ Gab อธิบายว่าต่างจาก KOL อย่างไร KOL คือคนที่สร้าง awareness แต่ KOS คือคนที่ผู้บริโภคเชื่อใจพอจะซื้อตามทันที ในตลาดที่ผู้บริโภคไม่เชื่อ ad บนแพลตฟอร์มอีกต่อไป KOS คือคนที่ปิดดีลได้ เพราะเขาขายของพร้อมพิสูจน์ตัวเองในเวลาเดียวกัน
NexPlay บริหารจัดการ 8 BPO live commerce houses ในประเทศฟิลิปปินส์ มี live sellers ที่ผ่านการฝึกฝนเฉพาะ category และทำงานแบบ end-to-end ตั้งแต่การจัดการ session, การเขียนสคริปต์, การโปรดักชัน, การมอนิเตอร์ performance แบบ real-time, ไปจนถึงรีพอร์ตหลัง session เคสที่ Gab ยกขึ้นมาคือ Snail White ที่ทำยอดขายได้ 10 ล้านบาทต่อเดือนผ่านโมเดลนี้ พร้อมขึ้น Top 1 ทั้ง TikTok, Shopee และ Lazada
จุดที่ Gab ย้ำซ้ำหลายรอบคือ ก่อนจะเริ่ม live commerce ในฟิลิปปินส์ แบรนด์ต้องจดทะเบียน FDA ก่อน ไม่ใช่ขั้นตอนปลายทาง แต่คือสัญญาณที่บอกผู้บริโภคและพาร์ตเนอร์ว่าคุณตั้งใจจะอยู่ในตลาดนี้ยาว
อ่านบทวิเคราะห์เชิงลึกของเซสชันคุณ Gabriel: Live Commerce ในฟิลิปปินส์
คุณปิยธิดา ชะนะวาณิชย์ (ตาล) ผู้ดำเนินกิจการ ChaTraMue Brunei และผู้ก่อตั้ง Focus Fund Enterprise เล่าบทเรียน 10 ปีในประเทศที่หลายคนไม่เคยคิดว่าเป็นตลาด เริ่มจากเปิดร้านชาตรามือสาขาแรกนอกประเทศไทยที่บรูไนในปี 2559 ขยายเป็น 7 สาขาภายใน 5 ปี แล้ว pivot กลับมาเหลือ 4 สาขาที่แข็งแรงหลังโควิด
บทเรียนที่คุณตาลแชร์ตรงๆ คือ ในประเทศที่มีประชากร 450,000 คน การเปิดสาขาเพิ่ม ไม่ได้แปลว่าตลาดโตขึ้น แต่คือการแบ่งฐานลูกค้าเดิมออกเป็นชิ้นเล็กลง ทำให้ทุกสาขาแย่งกันเอง ทุกสาขาต้องมีเหตุผลของตัวเองที่จะอยู่ได้ ไม่ใช่แค่ขยายเพราะแบรนด์ดัง
ในเซสชันของคุณตาล มีอีกหนึ่ง insight ที่เปิดสายตา SME ไทย: บรูไนคือตลาดที่เหมาะสำหรับ "ทดสอบ" ก่อนจะกระโดดเข้าตลาดใหญ่ในอาเซียน เพราะมีกำลังซื้อสูง (เงินเดือนเฉลี่ย 30,000-50,000 บาท) ภาษีนำเข้าต่ำ และวัฒนธรรมบอกต่อแบบปากต่อปากที่ทำให้แบรนด์ใหม่ติดตลาดได้เร็ว ถ้าจัดการสต๊อกและพาร์ตเนอร์ให้ถูก
อีกประเด็นที่คุณตาลย้ำคือเรื่องสต๊อก สินค้าหลายตัวที่นำเข้ามาบรูไน "หมดอายุก่อนขาย" เพราะแบรนด์ไทยลืมไปว่าระยะเวลาขนส่งทางเรือใช้เวลา 2 สัปดาห์ถึง 1.5 เดือน และ shelf life ของสินค้าต้องคำนวณรวมเวลานี้ไว้ตั้งแต่ก่อนผลิต
อ่านบทวิเคราะห์เชิงลึกของเซสชันคุณตาล: บรูไน 10 ปี — บทเรียนจาก ChaTraMue สาขาแรกนอกประเทศไทย
ดร.จาริกา มากคช (ตอง) CSO ของ Genfosis ปิดเซสชันด้วยมุมที่ทำให้แบรนด์อาหารเสริมในห้องคิดใหม่ทั้งหมด เธอชี้ว่าตลาด longevity ในอาเซียนกำลังโต แต่ความท้าทายไม่ใช่เรื่องเทรนด์ ปัญหาคือผู้บริโภคไม่เชื่อ claim บนซองอีกต่อไป
ดร.ตองนำเสนอเฟรมเวิร์ก Clinical Research Marketing ที่เธอเรียกว่า "International Passport" สำหรับแบรนด์ไทยที่อยากขยับขึ้นจากการแข่งราคา จากข้อมูลที่เธอแชร์ ใน 5 แบรนด์ longevity ที่โต 300% ใน 1 ปีในตลาดไทย ทุกแบรนด์ลงทุนทำ clinical study อย่างน้อย 1 ครั้ง เพราะมันคือสิ่งเดียวที่สร้าง trust ในยุคที่ influencer marketing เริ่มหมดพลัง
ดร.ตองแบ่งตลาดอาเซียนสำหรับสินค้าสุขภาพเป็น 4 tier: Large Volume Core (ไทย-อินโดนีเซีย) ที่เน้นปริมาณ, Premium Small (บรูไน-สิงคโปร์) ที่เน้นคุณภาพและราคาสูง, Fast-Growing Mid-Tier (เวียดนาม-ฟิลิปปินส์-มาเลเซีย) ที่กำลังเรียนรู้, และกลุ่ม emerging ที่ยังเก็บ data ได้น้อย ที่น่าสนใจคือแต่ละ tier ต้องการ "หน้าตา" ของสินค้าคนละแบบ ฟิลิปปินส์ชอบ minimal aesthetic, มาเลเซีย-เวียดนามยังคาดหวังให้ "ดูเป็นยา", และสิงคโปร์รับ form ใหม่อย่างแผ่นอม แผ่นแปะได้เร็วกว่าใคร
อ่านบทวิเคราะห์เชิงลึกของเซสชันดร.ตอง: Longevity Economy ในอาเซียน — Clinical Research Marketing คือ International Passport สำหรับแบรนด์ไทย
สิ่งที่ผูกทั้ง 6 เซสชันเข้าด้วยกัน คือผู้พูดทุกท่านเริ่มต้นการเข้าตลาดจริงๆ ของตัวเอง จากการเข้าใจผู้บริโภคก่อน ไม่ใช่จากการรีบหาคู่ค้า คุณเกรซเริ่มจาก follower 0 ในเวียดนาม ก่อนจะเป็น 278,000 Gab เริ่มจากการทำความเข้าใจ live commerce behavior ของคนฟิลิปปินส์ก่อนจะปั้นโมเดล 8 BPO houses คุณตาลเดินทางไปบรูไน 4-5 ครั้งก่อนเปิดร้าน เพื่อดูพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนบรูไน ดร.ตองลงทุนทำ clinical study ก่อนจะปั้นแบรนด์ขึ้นสู่ tier ที่สูงขึ้น
ทุกคนหาคู่ค้าในที่สุด แต่ไม่มีใครเริ่มจากตรงนั้นเพียงอย่างเดียว
งาน Bridge-to-Market Forum 2026 ทำให้เห็นชัดว่า สิ่งที่ขาดในระบบการสนับสนุน SME ไทยที่อยากออกอาเซียน ไม่ใช่เงินทุน ไม่ใช่งานแฟร์ ไม่ใช่ business matching แต่คือ "คนที่ลงมือทำในตลาดจริงๆ" ที่สามารถส่งต่อบทเรียนแบบไม่ตัดเรื่องล้มเหลวออก และที่สำคัญกว่านั้นคือ "คนที่จะอยู่ในตลาดร่วมกับคุณ" ในระยะยาว ไม่ใช่แค่เปิดประตูให้
นี่คือเหตุผลที่ SEA Bridge ออกแบบบทบาทตัวเองเป็น "สะพาน" ไม่ใช่เพียงที่ปรึกษาทั่วไป เรารวมทีมผู้เชี่ยวชาญจากตลาดต่างๆ เช่นคุณเกรซและทีม Punpromotion คือคนที่เข้าใจ B2C ในเวียดนามและอินโดนีเซียจากการสร้างคอมมูนิตี้จริง Gab และ NexPlay คือคนที่เข้าใจ live commerce ในฟิลิปปินส์จากการบริหาร 8 BPO houses จริง คุณตาลและ Focus Fund Enterprise คือคนที่เข้าใจบรูไนจากการอยู่ในตลาดมา 10 ปี ดร.ตองและ Genfosis คือคนที่เข้าใจ longevity market จากการทำ clinical research จริง
สำหรับ SME ที่อยากออกอาเซียนอย่างมีกลยุทธ์ คำถามที่ควรถามตัวเองคืนนี้ไม่ใช่ "ใครจะซื้อสินค้าเรา" แต่คือ "เรารู้จักผู้บริโภคในตลาดที่อยากเข้าจริงๆ แค่ไหน" และ "เรามีคนที่อยู่ในตลาดนั้นจริงๆ ในทีมเราหรือยัง" ถ้าคำตอบยังไม่ชัด ขั้นตอนต่อไปไม่ใช่ออกงานแฟร์ แต่คือเข้าหา operator network ที่อยู่ในตลาดจริง
คู่ค้าที่ใช่ ไม่ได้หามาได้ด้วยการรีบ แต่ได้มาจากการรู้จักตลาดลึกพอที่จะเลือก